นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเคร่งครัดและเข้มงวดเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมาโดยไม่มีข้อยกเว้น ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประสานทุกจังหวัดให้เฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมใช้กลไกการแจ้งเตือนรูปแบบต่าง ๆ และทบทวนจัดทำแผนเผชิญเหตุให้เป็นปัจจุบัน โดยกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการเผาในภาคเกษตร ปี 2568/2569 ตั้งเป้าลดการเผาไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ผ่าน 4 มาตรการหลัก คือ 1. เฝ้าระวังและป้องปรามการเผา 2. บริหารจัดการผ่านระบบ “Burn Check” 3. ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน และ 4. ส่งเสริมการเกษตรปลอดการเผา โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 250 ล้านบาท ดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรปลอดการเผา 21 โครงการ ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับกรุงเทพมหานคร ยกระดับการจัดการมลพิษอากาศในกรุงเทพฯ มุ่งสร้างระบบนิเวศ “อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี” ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเข้มข้น ดำเนินมาตรการสำคัญ ได้แก่ ยกระดับการกำกับโรงงานด้วยมาตรฐานเข้มข้นและระบบติดตามเรียลไทม์ ครอบคลุมโรงงานขนาดใหญ่กว่า 156 แห่ง บังคับใช้มาตรฐานการปล่อยไอเสีย ยูโร 6 กับรถยนต์ขนาดใหญ่และควบคุมการเผาอ้อย สนับสนุนการตัดอ้อยสด 100% ตั้งเป้าอ้อยเผา ทั้งประเทศไม่เกิน 10% ด้านกรุงเทพมหานคร ขับเคลื่อนมาตรการจัดการ PM2.5 ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยโครงการ “นักสืบฝุ่น” การยกระดับเขตมลพิษต่ำ (LEZ) ครอบคลุมทั่วกรุงเทพมหานคร โครงการ Green List Plus ตรวจควันดำเข้มข้น ควบคู่การกำกับโรงงานและพื้นที่ก่อสร้าง ประสานจังหวัดใกล้เคียงลดการเผาชีวมวล และคุ้มครองสุขภาพประชาชนด้วยระบบแจ้งเตือน ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก รวมถึงมาตรการ Work from Home ในช่วงวิกฤต
รายละเอียด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ผ่านระบบวิดีทัศน์ทางไกล (VCS) ร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 โดยได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างเคร่งครัดและเข้มงวดเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมาโดยไม่มีข้อยกเว้น
(7 ม.ค. 68) นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในช่วงปี 2568-2569 ประเทศไทยยังคงพบจุดความร้อนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568–2570 และระยะ 5 ปีต่อไป รวมถึงมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เห็นชอบมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน โดยประสานทุกจังหวัดให้เฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมใช้กลไกการแจ้งเตือนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย และทบทวนจัดทำแผนเผชิญเหตุให้เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อมูลพื้นที่เสี่ยง ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ทรัพยากร เครื่องจักรกล และการมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน พร้อมทั้งจัดให้มีการซักซ้อมแผนปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ โดยใช้กลไกของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในทุกระดับ ประสานการปฏิบัติร่วมกับฝ่ายทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถสนับสนุนการแก้ไขในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และที่สำคัญเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชน โดยอาศัยกลไกฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการกำหนดกฎ กติกา ข้อตกลงร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อกำกับพฤติกรรมลดการเผาในที่โล่งและลดฝุ่นละออง และหากสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน หรือฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มรุนแรงหรือเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ให้ยกระดับการปฏิบัติอย่างเข้มข้น ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การจัดตั้งชุดลาดตระเวนและจุดตรวจ การดูแลผลกระทบต่อประชาชน การพิจารณามาตรการด้านสาธารณสุขและการศึกษา การสื่อสารแจ้งเตือนสถานการณ์ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพิจารณาประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน
ขณะเดียวกันการดูแลและควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่ยังพบจุดความร้อนจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568/2569 โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานให้พื้นที่เกษตรทั่วประเทศ ลดการเผาไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ในพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน ที่จะต้องลดการเผาลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมติดตามจำนวนจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ และปริมาณเศษวัสดุการเกษตรที่นำไปใช้ประโยชน์แทนการเผาอย่างใกล้ชิด โดยมี 4 มาตรการสำคัญ ได้แก่
1) การเฝ้าระวัง สร้างการรับรู้ และป้องปรามการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมระบบ VIIRS ติดตามจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้แบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการสร้างการรับรู้ในพื้นที่ หากตรวจพบการเผาในพื้นที่เกษตรจะถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและการช่วยเหลือจากภาครัฐ และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน ตั้งแต่การเตือน ชะลอการออกเอกสารสิทธิ ไปจนถึงการสิ้นสิทธิการครอบครองที่ดิน
2) การบริหารจัดการเผาและการใช้ประโยชน์เศษวัสดุการเกษตร โดยบริหารการเผาภายใต้ระบบลงทะเบียน ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ที่ครอบคลุมช่วงเวลา จำนวนพื้นที่ การควบคุมดูแล ขั้นตอน และผู้รับผิดชอบในการประกาศให้เกษตรกรรับทราบ ซึ่งกรณีจำเป็นต้องใช้ไฟ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนและขออนุญาตบริหารจัดการการเผาผ่านระบบ “Burn Check” ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เพื่อควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ รวมถึงการผลักดันให้เศษวัสดุการเกษตรสู่พลังงานชีวมวล และโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อลดการเผาทำลายในพื้นที่
3) การกำหนดมาตรการไม่ให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้องผ่านการตรวจสอบย้อนกลับว่าปลอดการเผา เพื่อป้องกันการถ่ายโอนปัญหาฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน
4) การส่งเสริมการเกษตรเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม โดยในปีงบประมาณ 2569 มีการจัดสรรงบประมาณกว่า 250 ล้านบาท ดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรปลอดการเผา รวม 21 โครงการ ครอบคลุมการไถกลบตอซัง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การแปรรูปวัสดุเหลือใช้ การปลูกพืชมูลค่าสูง และการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่สูง
สำหรับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ปัจจุบันเริ่มเกิดผลกระทบในหลายพื้นที่ ซึ่ง ปภ. พร้อมร่วมขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อป้องปรามลดการเผาในที่โล่งทุกชนิด รวมทั้งเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมนำแนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568/69 ไปสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่สนับสนุนการปฏิบัติเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศในภาพรวมระดับประเทศ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม และกรุงเทพมหานคร ร่วมมือยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกันแถลงข่าวการยกระดับมาตรการจัดการมลพิษอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยนายณัฐพล เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศ “อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี” ให้กับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วง High season ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง กระทรวงอุตสาหกรรมจึงร่วมกับกรุงเทพมหานคร ดำเนินมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การควบคุมการเผาอ้อย ซึ่งมีปริมาณอ้อยเผาเข้าหีบลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง การตรวจกำกับโรงงานด้านฝุ่นละอองเชิงรุก รวมถึงให้คำแนะนำในการบำรุงรักษาเครื่องจักรและระบบบำบัดมลพิษอากาศให้มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ช่วง High season ของปี 2568-2569 มีคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ในปีนี้ได้ร่วมกันยกระดับมาตรการจัดการมลพิษอากาศไปอีกขั้น โดยในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนด 3 มาตรการเชิงรุกที่สำคัญ ดังนี้
1. อัปเกรดการกำกับโรงงาน โดยการรื้อฐานความคิดเดิมที่บังคับใช้มาตรฐานการปล่อยมลพิษเท่ากันทุกพื้นที่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทและการขยายตัวของชุมชนเมืองในปัจจุบัน จึงยกระดับมาตรฐานค่า Emission (ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) มลพิษอากาศของโรงงานในกรุงเทพมหานคร ที่เข้มกว่ามาตรฐานทั่วไปโดยโรงงานในกรุงเทพมหานคร ต้องควบคุมการระบายมลพิษอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำและ หม้อต้มให้ฝุ่นไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงก๊าซ และไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลว (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 62%) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 91%) และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 20%) นอกจากนี้ ยังได้อัปเกรดเทคโนโลยีการกำกับการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศโรงงานในกรุงเทพมหานคร แบบเรียลไทม์ด้วยระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) ที่ครอบคลุมโรงงานมากกว่ามาตรฐานทั่วไป จากเดิมที่ต้องติดตั้งเพียง 8 โรงงาน ให้ครอบคลุมโรงงานขนาดใหญ่มากกว่า 156 โรงงาน ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงและติดตามการระบายมลพิษอากาศของโรงงานดังกล่าวได้ทุกโรงงานแบบตลอดเวลาผ่านฟรีแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ POMS (Pollution Online Monitoring System) โดยดำเนินมาตรการดังกล่าวผ่านการออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ยังมีมาตรการ Factory Relocation ส่งเสริมการย้ายโรงงานจากชุมชนเมืองเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตด้วยระบบสาธารณูปโภคครบวงจร ผ่านกลไกการอำนวยความสะดวกแบบ Fast Pass มีการจัดสรรพื้นที่นิคมฯ เป้าหมายไว้รองรับ มีส่วนลดค่าธรรมเนียม/ค่าเช่าพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ การส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในนิคมอุตสาหกรรม และการได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมต่าง ๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น
2. การยกระดับมาตรฐานยานยนต์ โดยได้บังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 6 กับรถยนต์ขนาดเล็กเครื่องยนต์เบนซิน ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา และบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 กับรถยนต์ขนาดใหญ่เครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 อีกทั้งยังสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการ EV3.5 และการลดภาษีสรรพสามิตของรัฐบาลโดยเน้นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
3. ควบคุมการเผาอ้อย เพื่อนำไปสู่ “อ้อยไทย ยั่งยืน” สำหรับฤดูผลิต 2568/2569 ได้ช่วยเหลือเกษตรกร โดยการอุดหนุนการตัดอ้อยสด ไม่เผาแปลง 100 เปอร์เซ็นต์ และสนับสนุนการรับซื้อใบอ้อย วางเป้าหมายอ้อยเผาทั้งประเทศไม่เกิน 10% และให้โรงงานหยุดรับอ้อยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 เพื่อลดปริมาณรถบรรทุกและลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล รวมถึงเป็นการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวไร้ฝุ่นควัน นอกจากนี้เพื่อให้การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่อื่น ๆ ในปีต่อไปเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรมได้ยกระดับความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการแก้ไขปัญหาโดยให้ความสำคัญกับการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ควบคู่กับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเครือข่ายการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และต่อยอดการบริหารจัดการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเป็นกลไกหลักในการร่วมสร้างระบบนิเวศ “อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี” เพื่อให้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยว เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานของอากาศสะอาดในช่วง high season ของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเดินหน้ามาตรการเชิงรุกในการจัดการปัญหา PM2.5 จากการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “นักสืบฝุ่น” ไปสู่การจัดการเชิงระบบที่ครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่เมืองในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. ด้านยานพาหนะและการจราจร ได้ยกระดับเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone : LEZ) ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมดำเนินโครงการ Green List Plus เพื่อส่งเสริมการบำรุงรักษารถยนต์ และเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจควันดำ หากพบไม่ผ่านมาตรฐานจะสั่งห้ามใช้รถทันที
2. ด้านการกำกับแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยการตรวจกำกับโรงงานเชิงรุกและตรวจสอบรถที่ใช้งานในพื้นที่ก่อสร้าง แพลนท์ปูน และสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลการตรวจวัดมลพิษแบบ Real-time จากปล่องโรงงานมาสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ด้านการจัดการพื้นที่ต้นลม โดยประสานความร่วมมือกับจังหวัดข้างเคียงเพื่อลดการเผาชีวมวลในจุดเสี่ยง และสนับสนุนทางเลือกแทนการเผาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร
4. การคุ้มครองสุขภาพประชาชน ด้วยการพัฒนาระบบแจ้งเตือนและพยากรณ์คุณภาพอากาศล่วงหน้า จัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น” ในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียน รวมถึงใช้มาตรการ Work from Home (WFH) ในช่วงสถานการณ์วิกฤตเพื่อลดฝุ่นจากการเดินทาง
#นายกสั่งการเร่งแก้ปัญหาฝุ่นPMย้ำผู้ว่าบังคับใช้กฎหมายมาตรการเคร่งครัด #ปภคุมเข้มการเผาพื้นที่เกษตรตั้งเป้าลดเผาร้อยละ15 #อุตกทมยกระดับสร้างอากาศสะอาด #กระทรวงมหาดไทย #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #กระทรวงอุตสาหกรรม #กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม #กรุงเทพมหานคร #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง