จากกรณีศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก อนุมัติแนวทางการผ่อนปรนควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยย้ำว่าได้มีการพูดคุยกับกองทัพ และกองทัพยืนยันความพร้อมดูแลผืนแผ่นดินและอธิปไตยของประเทศ ขณะที่รัฐบาลพร้อมสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่ ด้านพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่ากองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดมาตรการผ่อนปรนควบคู่ไปกับการวางแนวทางควบคุมที่เข้มงวด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคประชาชนและเศรษฐกิจของ สปป.ลาว โดยได้ประสานตรวจสอบผู้ประกอบการฝั่ง สปป.ลาว ที่ยืนยันว่าได้รับอนุญาตนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีการส่งออกไปยังประเทศที่สาม อีกทั้งยังเพิ่มมาตรการควบคุมอย่างเป็นระบบ ทั้งการติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามรถขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดหมาย จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบยานพาหนะให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต ให้มีการรับรองการขนถ่ายน้ำมัน ณ คลังปลายทางใน สปป.ลาว และต้องรายงานผลการขนย้ายน้ำมันต่อกองกำลังสุรนารีทุกครั้งยืนยันว่าทั้งไทย และ สปป.ลาว ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันการลักลอบจำหน่ายน้ำมันไปยังกัมพูชาอย่างรัดกุม เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการลักลอบส่งไปยังกัมพูชา ด้าน พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่รับผิดชอบของ หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี พร้อมกำชับให้ทุกหน่วย ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยกำลังพลเป็นลำดับแรก เน้นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังรบ การข่าว และการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นอกจากนี้พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้นำคณะเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 27–28 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ ทั้งสถานการณ์ตามแนวชายแดน ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ปราบปรามยาเสพติด และความร่วมมือด้านการเมือง การทูต และการศึกษา
รายละเอียด
จากสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกคำสั่งควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท รวมถึงยุทโธปกรณ์และสิ่งของที่เกี่ยวข้อง ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 โดยระงับการส่งออกเฉพาะสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันการส่งต่อไปยังกัมพูชาด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกอนุมัติแนวทางการผ่อนปรนควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าได้มีการพูดคุยกับกองทัพ และกองทัพยืนยันความพร้อมดูแลผืนแผ่นดินและอธิปไตยของประเทศ ขณะที่รัฐบาลพร้อมสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่
(28 ก.พ. 69) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงถึงการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยัง สปป.ลาว หลังจากที่มีการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ผ่านจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชาด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง
พลตรี วินธัย ย้ำว่า กองทัพบกยังคงให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ให้ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง ผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งล่าสุดกองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดมาตรการผ่อนปรนควบคู่ไปกับการวางแนวทางควบคุมที่เข้มงวด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคประชาชนและเศรษฐกิจของ สปป.ลาว โดยมีการบูรณาการความร่วมมือผ่านการจัดประชุมชี้แจงร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ส่วนราชการในพื้นที่ และตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกน้ำมันผ่านด่านศุลกากรช่องเม็ก เพื่อตรวจสอบข้อมูลความต้องการส่งออกของผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งมีตัวแทนจำนวน 6 ราย จากบริษัทจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง 3 บริษัท นอกจากนี้ได้ประสานตรวจสอบผู้ประกอบการฝั่ง สปป.ลาว จำนวน 10 บริษัท โดยแขวงจำปาสักได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าบริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างถูกต้องตามกฎหมายของ สปป.ลาว และไม่มีการส่งออกไปยังประเทศที่สามแต่อย่างใด
เพื่อให้กระบวนการส่งออกเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ กองทัพภาคที่ 2 ยังได้เพิ่มมาตรการควบคุมอย่างเป็นระบบทั้งการติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามรถขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดหมาย การจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบยานพาหนะให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนกำหนดให้มีการรับรองการขนถ่ายน้ำมัน ณ คลังปลายทางใน สปป.ลาว และต้องรายงานผลการขนย้ายน้ำมันต่อกองกำลังสุรนารีทุกครั้ง
ทั้งนี้การผ่อนปรนการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับ สปป.ลาว ในฐานะมิตรประเทศที่มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และยังลดผลกระทบต่อประชาชน อันจะส่งผลต่อเสถียรภาพตาม แนวชายแดนในระยะยาว ส่วนมาตรการป้องกันการลักลอบจำหน่ายน้ำมันไปยังกัมพูชา ยืนยันว่าทั้งไทย และ สปป.ลาว ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการอย่างรัดกุม เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการลักลอบส่งไปยังกัมพูชา ซึ่งทาง สปป.ลาว ได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินการเป็นอย่างดี
ด้าน พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่รับผิดชอบของ หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความพร้อมของกำลังพล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงอยู่ในระดับเฝ้าระวัง พร้อมกำชับให้ทุกหน่วย ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยกำลังพลเป็นลำดับแรก เน้นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังรบ การข่าว และการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่แนวชายแดนซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ นอกจากนี้ ยังได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชา และการดูแลกำลังพลแนวหน้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความพร้อมของกองทัพภาคที่ 2 ในการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างความเชื่อมั่นต่อการรักษาอธิปไตยและความสงบเรียบร้อยของประเทศอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้กองทัพไทย – ลาวได้หารือเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ โดยพลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก นำคณะเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 27–28 กุมภาพันธ์ 2569 ตามคำเชิญของกองทัพประชาชนลาว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ พร้อมเข้าเยี่ยมพลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว (เทียบเท่า ผบ.ทบ.) ย้ำความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ โดยไทยให้การสนับสนุนลาวในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับด้านความมั่นคง ทั้งสองกองทัพมีความร่วมมือใกล้ชิดผ่านการเยือน การประชุม และการตรวจพื้นที่ชายแดนร่วมกัน สะท้อนถึงความไว้วางใจที่มีต่อกัน กรณีเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา ฝ่ายลาวได้ขอให้ใช้ความอดทนอดกลั้นและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อนำความสงบสุขกับคืนสู่ภูมิภาค พร้อมยืนยันไม่เข้าข้างฝ่ายใด และต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยของเศรษฐกิจชายแดน พร้อมขอให้ไทยผ่อนปรนมาตรการส่งน้ำมันข้ามแดนไปยังลาว
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับกลไกประสานงาน แต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก เพิ่มการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และร่วมมือปราบปรามยาเสพติด การลักลอบค้า รวมถึงแก้ปัญหาโดรนล้ำแดน โดยเน้นการประสานงานใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ฝ่ายลาวหวังว่าไทยจะสนับสนุนแนวทางดังกล่าวเพื่อสร้างรากฐานความสัมพันธ์มั่นคงยั่งยืน ขณะที่ พลเอก พนา ยืนยันพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคง การศึกษา การฝึกผสม การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการลาดตระเวนร่วมชายแดน พร้อมเร่งเสนอข้อหารือด้านการค้าชายแดนและน้ำมันต่อรัฐบาล และทบทวนในส่วนที่กองทัพบกรับผิดชอบ สำหรับประเด็นการบินโดรนข้ามแดน เห็นพ้องจัดตั้งหน่วยงานร่วมตรวจสอบ และด้านยาเสพติดย้ำว่าต้องอาศัยความร่วมมือใกล้ชิด เนื่องจากขบวนการปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างต่อเนื่อง
จากนั้นได้เข้าเยี่ยม พลโท สายใจ กมมะสิด หัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ (เทียบเท่า ผบ.ทสส.) และรองรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ ซึ่งระบุว่าการหารือโดยตรงในช่วงสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อน มีความสำคัญต่อการป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน และรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดน ทั้งสองฝ่ายได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับการจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ทับซ้อน การพัฒนาช่องทางสื่อสารเร่งด่วนระหว่างผู้บังคับหน่วยชายแดน การบริหารจัดการปัญหาการลักลอบข้ามแดน และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงรวมถึงโดรนและเครือข่ายออนไลน์ พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือระดับพื้นที่คือกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน
ต่อมาได้เข้าเยี่ยมพลเอก คำเลียง อุทะไกสอน รัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ สปป.ลาว ซึ่งกล่าวต้อนรับและแสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจของฝ่ายไทยในการสานต่อความร่วมมือทางทหาร ทั้งสองฝ่ายได้หารือภาพรวมความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ ทั้งการพัฒนากำลังพล การขยายโอกาสการศึกษาหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารบก การฝึกผสมและการฝึกร่วมหน่วยขนาดเล็ก ความร่วมมือด้านการแพทย์ทหาร และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตประชาชนตามแนวชายแดน พลเอก คำเลียง ย้ำว่า กองทัพทั้งสองประเทศยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กันมายาวนาน ความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพซึ่งกันและกันจะเป็นหลักประกันความมั่นคงของทั้งสองประเทศ และเป็นแบบอย่างความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน
นอกจากนี้ ยังได้เดินทางไปวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์นักรบนิรนาม เพื่อสดุดีวีรกรรมของทหารและผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติอันเป็นการแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญ ความเสียสละ และคุณูปการที่มีต่อความมั่นคงของประเทศ ก่อนที่จะเดินทางไปพบกับนาง ครองขนิษฐ รักษ์เจริญ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อหารือประเด็นสำคัญ ทั้งสถานการณ์ตามแนวชายแดน ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนการเยือนของประมุข และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของทั้งสองประเทศ เพื่อให้การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมือง การทูต และความมั่นคงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดช่องว่างการประสานงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ ตลอดจนยกระดับกลไกความร่วมมือไทย–ลาว ให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และตอบสนองต่อความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
#นายกย้ำด้านความมั่นคงพร้อมสนับสนุนกองทัพ #กองทัพบกชี้แจงผ่อนปรนส่งน้ำมันไปลาว #คุมเข้มไม่ให้มีการลักลอบส่งไปกัมพูชา #กระทรวงกลาโหม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง