นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เชิญบริษัท Otis McAllister, Inc จากสหรัฐอเมริกา เดินทางมาเจรจาจับคู่ธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าอาหารของไทย ในโครงการ Exclusive Incoming Mission เป็นแผนงานเชิงรุกในการช่วงชิงส่วนแบ่งการค้าในตลาดสหรัฐอเมริกาให้กับผู้ประกอบการของไทย เพื่อรับมือกับการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหารที่สหรัฐฯ โดยผลการเจรจาจับคู่ธุรกิจร่วมกับ 6 บริษัท มีมูลค่าการสั่งซื้อทันที 12.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 378.6 ล้านบาท และคาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี อยู่ที่ 123.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,837.8 ล้านบาท บริษัทยังสนใจที่จะนำเข้าสินค้าใหม่ ๆ อาทิ อาหารทะเลกระป๋องอื่น ๆ ผลไม้กระป๋อง ผลไม้อบแห้ง ข้าวเก่า ปลายข้าว ข้าวนึ่ง เป็นต้น ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดกับผู้ส่งออกไทย อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการ SME ไทยสู่การเป็น CEO Influencer ด้วยการเปิดหลักสูตร ปั้นเจ้าของธุรกิจให้เป็น Influencer เสริมทักษะการสร้างคอนเทนต์ ไลฟ์ขายสินค้า และสร้างแบรนด์บนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมืออาชีพ ที่ปีนี้จัดเป็นปีที่ 3 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาสามารถปั้นผู้ประกอบการให้เป็น Influencer ได้ถึง 2,455 ราย สร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 1,062 ล้านบาท โดยเฉพาะปี 2568 ผู้ประกอบการสร้างยอดขายได้กว่า 500 ล้านบาท จากกิจกรรมไลฟ์มาราธอนเพียง 2 เดือน ทั้งนี้ไทยมีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3.25 ล้านราย มีผู้สร้างคอนเทนต์และ Influencer มากกว่า 3 ล้านราย โดยตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์และ Influencer มีมูลค่ารวมกว่า 45,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปี
รายละเอียด
(28 ก.พ. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดทำโครงการ Exclusive Incoming Mission โดยเชิญบริษัท Otis McAllister, Inc จากสหรัฐอเมริกา เดินทางมาเจรจาจับคู่ธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าอาหารของไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า การจัดทำโครงการนี้ เป็นการดำเนินการภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงการขยายการส่งออก โดยแผนงานเชิงรุกในการช่วงชิงส่วนแบ่งการค้าในตลาดสหรัฐอเมริกา ให้กับผู้ประกอบการของไทย เพื่อรับมือกับการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหารที่สหรัฐฯ ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าและผลิตได้ไม่เพียงพอ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในประเทศและเป็นการส่งเสริมความร่วมมือที่ดีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยผลการเจรจาจับคู่ธุรกิจร่วมกับ 6 บริษัทประสบความสำเร็จเกินคาด มีมูลค่าการสั่งซื้อทันที 12.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 378.6 ล้านบาท และคาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี 123.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,837.8 ล้านบาท โดยสินค้าสำคัญที่ได้รับการสั่งซื้อ อาทิ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง ปลาทูน่ากระป๋อง ข้าวหอมมะลิ น้ำมันพริก บริษัทยังสนใจที่จะนำเข้าสินค้าใหม่ ๆ อาทิ อาหารทะเลกระป๋องอื่น ๆ ผลไม้กระป๋อง ผลไม้อบแห้ง ข้าวเก่า ปลายข้าว ข้าวนึ่ง เป็นต้น ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดกับผู้ส่งออกไทยต่อไป
การเดินทางเยือนประเทศไทยของคณะผู้บริหาร Otis ครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้สอบถามถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เพิ่งประกาศล่าสุด เป็นโอกาสที่จะได้ฟังมุมมองของผู้นำเข้าเกี่ยวกับแนวโน้มการนำเข้าสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ
ด้านนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า ที่มาของการจัดทำโครงการนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่นางศุภจี นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 และได้เข้าพบหารือกับ Mr.Royce A. Nicolaisen, CEO บริษัท Otis McAllister, Inc. ผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ จึงได้เชิญให้เดินทางมาประเทศไทยในช่วงต้นปี 2569 เพื่อร่วมงานเจรจาการค้าภายใต้กิจกรรม Exclusive Incoming Mission และใช้โอกาสนี้หาสินค้าไทยไปจำหน่ายเพิ่มเติม ซึ่งทางผู้บริหารได้ตอบตกลง และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ประสานงานอย่างต่อเนื่อง จนเกิดงานนี้ขึ้น
อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการ SME ไทยสู่การเป็น CEO Influencer ด้วยการเปิดหลักสูตร ปั้นเจ้าของธุรกิจให้เป็น Influencer เสริมทักษะการสร้างคอนเทนต์ ไลฟ์ขายสินค้า และสร้างแบรนด์บนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมืออาชีพ โดยนางศุภจี กล่าวถึงการเปิดหลักสูตร ปั้นเจ้าของธุรกิจให้เป็น Influencer รุ่นที่ 3 (The Influencer Journey : TIJ#3) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า กระทรวงพาณิชย์มีจุดมุ่งหมายในการยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทยให้สามารถพัฒนาทักษะการขายด้วยตนเองจนก้าวสู่การเป็น Influencer หรือ CEO Influencer ที่สามารถสร้างตัวตน สร้างแบรนด์ และขยายยอดขายบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน
การจัดหลักสูตร TIJ#3 เพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการไทยให้สามารถสร้างคอนเทนต์ ไลฟ์ขายสินค้า และสร้างแบรนด์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมืออาชีพ โดยหลักสูตรนี้จัดมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 แล้ว ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาสามารถปั้นผู้ประกอบการให้เป็น Influencer ได้ถึง 2,455 ราย สร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 1,062 ล้านบาท และเฉพาะปี 2568 ผู้ประกอบการสร้างยอดขายได้กว่า 500 ล้านบาท จากกิจกรรมไลฟ์มาราธอนเพียง 2 เดือน สำหรับปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมหลักสูตรทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์กว่า 2,000 ราย และได้รับเกียรติจาก 8 Influencer และนักธุรกิจชื่อดังร่วมถ่ายทอดประสบการณ์
หลังจากนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะคัดเลือกผู้ประกอบการจำนวน 150 ราย ร่วมมหกรรมไลฟ์มาราธอน (Live Marathon) จำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee LIVE และ TikTok LIVE ระหว่างวันที่ 1 – 10 เมษายน 2569 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาดจริง เพิ่มยอดขาย และขยายฐานลูกค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากนั้นจะเฟ้นหา 30 คนสุดท้ายเข้าสู่กิจกรรมไฮไลท์ Influencer Bootcamp ที่เข้าร่วมพัฒนาศักยภาพเชิงลึกจำนวน 3 วัน 2 คืน ติวเข้มกับผู้เชี่ยวชาญและ Influencer ที่มีชื่อเสียงมากกว่า 10 คน เมื่อจบกิจกรรม Influencer Bootcamp แล้วจะเข้าสู่กิจกรรม Influencer Challenge ผ่านการประชาสัมพันธ์ร้านค้าที่ช่องทางดิจิทัล อาทิ โซเชียลมีเดีย บล็อก วิดีโอบล็อก และคลิปสั้นบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มยอดผู้ติดตาม และยอดขายในตลาดออนไลน์ และสุดท้ายกิจกรรม DBD Influencer Award โดยผู้ประกอบการที่สามารถสร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล สร้างยอดขาย มีจำนวนผู้ติดตาม และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคที่โดดเด่นจะได้รับรางวัล DBD Influencer Award และโอกาสเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อยกย่อง เชิดชู และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการมุ่งพัฒนาร้านค้าและศักยภาพทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
นางศุภจี ขอบคุณพันธมิตรแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง AIYA Flash Express Google Kcoslive Kollective One NexGen Commerce Reezlive Shopee Shout TikTok และ Tell Score ที่มาร่วมกันพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตได้แบบมืออาชีพ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ โปรโมชัน และเครื่องมือดิจิทัลที่จะเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกต่อไป และขอให้ทุกคนหาตัวตนให้เจอ หาวิธีทำให้ธุรกิจของตัวเองมีความเข้มแข็ง มีความปัง กระทรวงพาณิชย์ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่
ปัจจุบัน e-Commerce เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2567 มูลค่าการค้าออนไลน์ของไทย สูงถึง 14.7 ล้านล้านบาท เติบโตกว่าร้อยละ 153 ส่งผลให้ไทยมีขนาดตลาด e-Commerce ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย สะท้อนว่าการค้าดิจิทัลไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3.25 ล้านราย ซึ่งเป็นฐานธุรกิจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ยังมีผู้สร้างคอนเทนต์และ Influencer มากกว่า 3 ล้านราย โดยตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์และ Influencer มีมูลค่ารวมกว่า 45,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปี
โดยผู้บริโภคให้ความเชื่อถือ Micro และ Nano Influencer มากขึ้น การที่เจ้าของธุรกิจสามารถลุกขึ้นมาสร้างตัวตนของตนเองได้จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มยอดขายและสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว สอดคล้องกับเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการผลักดัน SME ให้มีสัดส่วนทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของ GDP ภายในปี 2570 ดังนั้น หลักสูตร TIJ#3 จะช่วยเพิ่มยอดขาย และเปลี่ยนเจ้าของธุรกิจให้กลายเป็นแบรนด์ที่มีชีวิต มีตัวตน และมีพลังในการสื่อสารกับผู้บริโภคได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ SME ไทยเติบโตอย่างมั่นคง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอนาคตต่อไป
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ ยังได้ผลักดันการสรางมูลคาเพิ่มและขยายตลาดสินคาสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร (GI) ในกลุมสินคาหัตถศิลปสูระดับสากล โดยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นางอรมน ทรัพยทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพยสินทางปญญา ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินคา GI “รมบอสราง” ณ วิสาหกิจชุมชนกลุมรมหลวงลุงวงคตําบลตนเปา อําเภอสันกําแพง ซึ่งเปนแหลงผลิตรมทํามือที่ยังคงกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมที่เปนมิตรตอสิ่งแวดลอม พร้อมทั้งหารือกับผูผลิตและผูประกอบการรมบอสราง เพื่อวางแนวทางตอยอดสร้างมูลคาเพิ่มในมิติตาง ๆ อาทิ การรักษามาตรฐานการผลิต การจัดทําระบบควบคุมคุณภาพสินคาใหเขมแข็ง การสร้างความเขาใจและสงเสริมการขอใชตรา GI อยางถูกตอง การขยายตลาด B2B สูโรงแรมและแบรนดแฟชั่นระดับโลก รวมถึงการสงออกไปยังจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา เปนตน โดยรมบอสรางมีปริมาณการผลิตอยูที่ 20,000 ชิ้นตอป สรางรายได รวมกวา 5 ลานบาทตอป
จากนั้น ยังตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินคา GI “ศิลาดลเชียงใหม” ณ เชียงใหมศิลาดล By ทัศนีย์ @ Doi Sa Ket ตําบลปาปอง อําเภอดอยสะเก็ด ซึ่งเปนแหลงผลิตศิลาดล (เครื่องปั้นดินเผาโทนสีเขียวหลากหลายเฉด) ที่สําคัญแหงหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปจจุบันศิลาดลเชียงใหม มีการพัฒนาตอยอดสินคาจากภาชนะเครื่องใชในครัวเรือน สูผลิตภัณฑของตกแตงบาน งานพุทธศิลป และงานออกแบบรวมสมัยที่มีมูลคาสูง มีปริมาณการผลิตประมาณ 75,000 ชิ้นตอป สามารถสรางรายไดรวมกวา 12.75 ลานบาทตอป มีตลาดสงออกสําคัญ ไดแก ญี่ปุน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สาธารณรัฐประชาชนจีน และสวิตเซอรแลนด รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียและยุโรป
ทั้งนี้ปจจุบันมีสินคาทองถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ที่ขึ้นทะเบียน GI แลว 7 รายการ แบงเปนสินคาในกลุมงานหัตถศิลป 3 รายการ ไดแก รมบอสราง ศิลาดลเชียงใหม และผาตีนจก แมแจม และกลุมพืชพันธุอาหาร 4 รายการ ไดแก ขาวก่ำลานนา (ขึ้นทะเบียนรวมกับอีก 7 จังหวัดในภาคเหนือ) กาแฟเทพเสด็จ สมสายน้ำผึ้งฝาง และลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง โดยสินคา GI ทั้ง 7 รายการลวนมีชื่อเสียง และคุณภาพเปนที่ยอมรับของผูบริโภคทั้งในและตางประเทศ สามารถสรางมูลคาทางเศรษฐกิจเขาสูจังหวัด รวมกวา 2,970 ลานบาทตอปี
#ศุภจีดึงบริษัทสหรัฐจับคู่ธุรกิจอาหารไทย #ยกระดับผู้ประกอบการSMEไทยสู่การเป็นCEOInfluencer #กระทรวงพาณิชย์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง