นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตทุกแห่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในกรณีมีคนไทยต้องการให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศรวมถึงในบาห์เรน กาตาร์ และคูเวต ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะประสานให้เดินทางกลับผ่านเมืองที่ใกล้ที่สุดและยืนยันถึงความพร้อมในการรับคนไทยกลับประเทศ ด้านนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าวติดตามเฝ้าระวังสถานที่ของประเทศคู่ขัดแย้ง เอกอัครราชทูต บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ โดยยืนยันว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง วางมาตรการรองรับในด้านต่าง ๆ รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารข้อมูลต่อสื่อมวลชนและนานาประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาลไทย ขณะที่กระทรวงต่าง ๆ ที่ร่วมประชุมได้รายงานแนวทางรับมือผลกระทบ โดยเฉพาะด้านพลังงานที่คาดว่าผลกระทบต่อราคาจะไม่รุนแรงมากนักความมั่นคงทางพลังงานยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ ส่วนด้านการส่งออกและภาคอุตสาหกรรม ได้เตรียมจัดทำแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ ทั้งการติดตามต้นทุนพลังงาน และการพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ
รายละเอียด
(2 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นหลักของการประชุมเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สืบเนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน และฝ่ายอิหร่านมีการตอบโต้ ซึ่งท่าทีของไทยมีความห่วงใยสถานการณ์ดังกล่าวเพราะมีผลกระทบต่อสันติภาพความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก โดยไทยอยากให้มีการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านการเจรจาทางการทูตบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่วงใยความปลอดภัยของคนไทยที่อยู่ในภูมิภาคและพื้นที่นั้น ในส่วนของอิหร่านมีคนไทยกว่า200 คน ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยได้ติดต่อชุมชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ใช้ความระมัดระวังและอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะให้มีการเตรียมพร้อมในกรณีมีคนไทยต้องการให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ ขณะนี้มีคนไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประมาณ 20 คน โดยหากจะเดินทางกลับรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยรถยนต์มายังชายแดนตุรกี ซึ่งมีศูนย์ปฏิบัติการที่ชายแดนคอยอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ นอกจากนี้ได้มีการประสานกับกองทัพอากาศไทยเพื่อเตรียมการส่งเครื่องบินไปรับคนไทยด้วย
ส่วนที่อิสราเอล มีคนไทยอยู่ประมาณ 65,000 คน ทางกระทรวงการต่างประเทศคาดว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังคงควบคุมได้ยังไม่มีคนไทยแสดงความประสงค์อยากจะเดินทางกลับประเทศ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทยได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญต่อแรงงานไทย และดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทยเป็นอย่างดี สำหรับความกังวลในพื้นที่อื่น ๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะดูไบและอาบูดาบี ซึ่งมีคนไทยอยู่จำนวนมาก ขณะนี้มีคนไทยแสดงความจำนงจะเดินทางกลับกว่า 1,000 คน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศประสานและอำนวยความสะดวกให้เดินทางกลับทางสนามบินที่โอมาน ที่ยังคงมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการ ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตทุกแห่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้ติดต่อคนไทยในพื้นที่ว่าต้องการเดินทางกลับประเทศหรือไม่ รวมถึงในบาห์เรน กาตาร์ และคูเวต ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะประสานให้เดินทางกลับผ่านเมืองที่ใกล้ที่สุดที่สนามบินยังเปิดอยู่ อย่างไรก็ตามยืนยันถึงความพร้อมในการรับคนไทยกลับประเทศ สำหรับญาติคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวหากต้องการสอบถามข้อมูลและติดตามสถานการณ์ กระทรวงการต่างประเทศมีศูนย์ตอบคำถามข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและสบายใจ
ด้านนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์ภายในประเทศว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าวติดตามเฝ้าระวังสถานที่ของประเทศคู่ขัดแย้ง เอกอัครราชทูต บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ โดยยืนยันว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้จะมีการติดตามตรวจสอบบุคคลเข้า-ออกประเทศไทยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรืออาจก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อย ควบคู่กับการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันในส่วนของสื่อสังคมออนไลน์จะเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลที่อาจบิดเบือนหรือสร้างความแตกแยกเพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้ฝ่ายความมั่นคงจะติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลต่างชาติทุกประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดบริเวณสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ สหรัฐอเมริกา อิสราเอล อิหร่าน และประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พลเอก อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุม รวมทั้งมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องพร้อมมีมติและมาตรการรองรับในด้านต่าง ๆ รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารข้อมูลต่อสื่อมวลชนและนานาประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาลไทย ซึ่งได้มอบหมายให้นายเอกนิติ ประชุมร่วมกับกระทรวง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อรับทราบสถานการณ์ ปัญหา และแนวทางการรับมือ ตลอดจนการแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากการประชุมพบว่า แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสให้กับประเทศไทยในทุกมิติโดยได้เชิญผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมรับฟังสถานการณ์และเสนอแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน ซึ่งก่อนการประชุม รัฐบาลได้หารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนและอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง และกลุ่มผู้ผลิตได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิต จึงคาดว่าผลกระทบต่อราคาจะไม่รุนแรงมากนัก ด้านความมั่นคงทางพลังงานยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน และกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด ส่วนการดูแลคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของแรงงานและคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ หากยังไม่มีความประสงค์เดินทางกลับจะดูแลให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในทุกวิถีทาง
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. ผลกระทบในทุกมิติ 2. มาตรการรองรับระยะสั้น และ 3. การวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยมีผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่
1. พลังงานน้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของโลก ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จากสถานการณ์ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยภาพรวมเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 อย่างไรก็ตามตลาดน้ำมันยังมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมาก กระทรวงพลังงานได้เตรียมกลไกดูแล โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ อีกทั้งประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 60 วัน จึงมั่นใจว่าสามารถดูแลไม่ให้กระทบต่อประชาชน และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม
2. การค้าสินค้าและบริการผลกระทบทางตรงยังไม่มาก เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึงร้อยละ 4 และนำเข้าประมาณร้อยละ 8 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ดีผลกระทบทางอ้อมด้านการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ
3. การท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตามอาจเป็นโอกาสในระยะยาวหากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบและมีการย้ายฐานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย
4. ตลาดเงินและตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวดีขึ้น แม้มีการอ่อนตัวเล็กน้อยแต่ยังคงมีเสถียรภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง สะท้อนถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของระบบการเงินไทย
5. แรงงาน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โจทย์สำคัญว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ไทยจะคว้าโอกาสในทุกมิติได้อย่างไร ทั้งด้านการลงทุนที่อาจย้ายเข้าสู่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ตลอดจนการใช้จุดแข็งด้านบทบาทความเป็นกลางของไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมิติด้านการค้าว่าผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากการส่งออกไปอิสราเอลคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.2 และการค้ากับอิหร่านประมาณร้อยละ 0.02 ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศไทย ซึ่งไทยยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง มีสัดส่วนการค้ากับไทยประมาณร้อยละ 4–5 รวมถึงผลกระทบทางอ้อมด้านโลจิสติกส์ในยุโรปที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการหลัก 6 ประการ ได้แก่ 1) กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา 2) จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรองร่วมกับภาคเอกชน 3) สนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ 4) จัดตั้งศูนย์ประสานงานและสายด่วน 1169 ตลอด 24 ชั่วโมง 5) ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก 6) วิเคราะห์ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ขณะที่นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์และดูแลแรงงานไทย โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยเกือบ 60,000 คน ขณะนี้มีผู้ประสงค์เดินทางกลับไม่ถึง 10–20 ราย ส่วนแรงงานไทยในอิหร่านมีประมาณ 40–50 ราย รัฐบาลได้มอบหมายให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมทันที
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 มีการยกเลิกเที่ยวบิน 135 เที่ยวบิน จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่บางส่วน โดยสายการบินจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร และการจัดเที่ยวบินทดแทน ทั้งนี้ในช่วงนี้ตรงกับเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิมทำให้นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางลดลง ในขณะที่เที่ยวบินตรงจากยุโรปมายังไทยมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น โดยมีผู้โดยสารเต็มเกือบทุกเที่ยวบิน
อีกทั้ง นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคเอกชนกังวลเรื่องการนำเข้าน้ำมัน แต่ภายหลังหารือกับกระทรวงพลังงานแล้วมีความมั่นใจในแผนสำรอง ขณะที่อุตสาหกรรมการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยและน้ำมัน ยังได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย พร้อมมองว่าวิกฤติครั้งนี้อาจเป็นโอกาส โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและอาหารฮาลาล รวมถึงโอกาสดึงดูดการลงทุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงในภูมิภาค
ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์ พร้อมสะท้อนความกังวลด้านการเดินเรือ แต่เห็นว่าการปรับเส้นทางเดินเรือและสถานะความเป็นพื้นที่ปลอดภัยของไทย อาจเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม แต่ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุแรงงานต่างด้าวเดิม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในระยะต่อไป
ส่วนผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย และจัดทำแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ ทั้งการติดตามต้นทุนพลังงาน การพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดการใช้พลังงาน สนับสนุนการบริหารความเสี่ยงด้านการขนส่ง อัตราแลกเปลี่ยน และการกระจายตลาดส่งออก เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง แม้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านโดยตรงจะมีสัดส่วนไม่สูงมาก โดยปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทยส่งออก 136.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 9.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อมผ่านโครงสร้างพลังงานโลกและการขนส่งระหว่างประเทศ ด้านการค้าระหว่างไทยกับ 15 ประเทศในตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 40,535.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้ 28,060.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสียดุลการค้า 15,584.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าพลังงานมูลค่าสูงเป็นหลัก จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ในภูมิภาค
นอกจากนี้เพื่อลดปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอมซึ่งจะนำมาสู่ความตื่นตระหนกแก่ประชาชน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของตะวันออกกลางซึ่งมีคนไทยเดินทางไปทำงานและอาศัยอยู่นั้น ได้สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (AFNC) เฝ้าระวัง ปิดกั้น และแจ้งเตือนประชาชน เมื่อพบการเผยแพร่ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และการสร้างภาพ คลิปวิดีโอปลอม โดยการใช้เทคโนโลยี AI ให้เหมือนเหตุการณ์จริง ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการก่อให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ความตื่นตระหนก และวิตกกังวล ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ทั้งนี้การเผยแพร่ข่าวปลอม ภาพหรือคลิปวิดีโอปลอม ในพื้นที่โซเชียลมีเดียต่าง ๆ มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงขอความร่วมมือประชาชนในการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ในส่วนที่เป็นประโยชน์ ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงและความรู้สึกของญาติคนไทยในพื้นที่เสี่ยงอันตราย พร้อมทั้งขอให้เลือกเชื่อและเผยแพร่ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น
#นายกหารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง #ย้ำไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน #พร้อมดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบ #เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยว #กระทรวงการต่างประเทศ #สำนักนายกรัฐมนตรี #กระทรวงพลังงาน #กระทรวงการคลัง #กระทรวงพาณิชย์ #กระทรวงแรงงาน #กระทรวงคมนาคม #กระทรวงอุตสาหกรรม #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง