ปภ. เตือน 62 จังหวัด รับมือพายุฤดูร้อน 3-6 มี.ค. 69 “สุชาติ” สั่งเตรียมพร้อมกำลังคน - อากาศยาน ช่วยประชาชนทันที

     กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนพายุฤดูร้อน 62 จังหวัด บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 3 - 6 มีนาคม 2569 พร้อมทั้งประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ทราบล่วงหน้า รวมถึงจัดเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรกลสาธารณภัยและทีมปฏิบัติการเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที ขอให้ประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และ กรมป่าไม้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ป่าเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากให้ศูนย์ดิจิทัลเทคโนโลยีและอากาศยาน เตรียมความพร้อมอากาศยาน กำลังคน เครื่องมือ และระบบสนับสนุนทางอากาศให้ครบถ้วนพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้กระทรวงการคลัง     ยังได้มีการปรับหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินปี 2569 ซึ่งกำหนดให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งช่องทางการจ่ายเงินที่อำนวยความสะดวกมากขึ้น และการเพิ่มอัตราการช่วยเหลือ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประสานจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ใหม่ในการใช้จ่ายเงินทดรองราชการฯ ปี 2569 เพื่อให้การปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

รายละเอียด
     (1 มี.ค. 69) นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศเตือนพายุฤดูร้อน เนื่องจากความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนประกอบกับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจะเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบางพื้นที่ โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ระหว่างวันที่ 3 - 6 มีนาคม 2569 แยกเป็น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ทุกจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร
     กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสานแจ้ง 62 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยกำชับให้ติดตามสถานการณ์ สภาพอากาศ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า รวมถึงจัดเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรกลสาธารณภัยและทีมปฏิบัติการเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที 
     ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ติดตามพยากรณ์อากาศและข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกล้มทับ รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า ส่วนเกษตรกรให้จัดทำที่ค้ำยันต้นไม้หรือที่กำบังเพื่อป้องกันพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย 
     (2 มี.ค. 69) นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ห่วงใยประชาชน หลังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือน 62 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ให้เฝ้าระวังพายุฤดูร้อน ระหว่างวันที่ 3–6 มีนาคม 2569  โดยนายสุชาติ ได้มอบหมายให้ นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เตรียมความพร้อมเชิงรุก โดยมอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ กรมป่าไม้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ป่าเสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและชุมชนใกล้ป่า พร้อมรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำการทำงานแบบ “บูรณาการข้อมูล” ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา เพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
     ด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินศูนย์ดิจิทัลเทคโนโลยีและอากาศยาน (ศทอ.) ได้เตรียมความพร้อมอากาศยานของกระทรวงฯ (ฮ.ทส.) พร้อมกำลังคน เครื่องมือ และระบบสนับสนุนทางอากาศไว้อย่างครบถ้วน สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยหรือผู้บาดเจ็บในพื้นที่เข้าถึงยาก พร้อมประสานหน่วยแพทย์ฉุกเฉินรองรับตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนตลอดช่วงวันที่ 3–6 มีนาคมนี้
     ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามประกาศแจ้งเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชัน “THAI DISASTER ALERT” และแจ้งเหตุน้ำหลาก–ดินถล่มได้ที่กรมทรัพยากรธรณี โทร. 02-621-9701-5 สายด่วนนิรภัย 1784 (ปภ.) สายด่วนรัฐบาล 1111 กด 5 ศูนย์บริการร่วม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โทร. 1310 และ Line “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” (Line ID @1784DDPM) หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และแจ้งเหตุได้ทันที เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
     ส่วนการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทในปัจจุบัน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้แจ้งหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 ที่ได้ปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทสถานการณ์ภัยในปัจจุบัน ซึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินนั้น ปัจจุบันเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา และเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการคลัง ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ปี 2569 ขึ้นใหม่ ให้มีความเหมาะสม คล่องตัว สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยในปัจจุบัน และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ประสบภัย โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป อาทิ ช่องทางการจ่ายเงิน ที่ต้องรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยให้สามารถจ่ายเป็นเงินสด หรือเช็ค หรือจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e - Payment) ตามระเบียบของทางราชการ เพื่อให้เงินถึงมือผู้ประสบภัยรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการปรับเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะด้านการดำรงชีพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีการเพิ่มการช่วยเหลือต่าง ๆ อาทิ
- ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บกรณีบาดเจ็บสาหัสที่ต้องรักษาในสถานพยาบาลติดต่อกันตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นเงิน 5,000 บาท (เดิม 4,000 บาท) กรณีบาดเจ็บจนถึงขั้นพิการไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติได้ ให้ช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นเงิน 16,600 บาท (เดิม 13,300 บาท)
- ค่าจัดการศพผู้เสียชีวิต รายละไม่เกิน 35,700 บาท (เดิม 29,700 บาท) และในกรณีผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเป็นผู้หารายได้เลี้ยงดูครอบครัวจะพิจารณาช่วยเหลือเงินสงเคราะห์ครอบครัวอีกไม่เกิน 35,700 บาท
- กรณีภัยพิบัติที่เป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่หรือรุนแรงเป็นที่สะเทือนขวัญของประชาชนทั่วไป ให้จ่ายเงินและหรือสิ่งของปลอบขวัญ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่รักษาตัวในสถานพยาบาล รายละไม่เกิน 2,600 บาท (เดิม 2,300 บาท)
- ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ ซึ่งผู้ประสบภัยพิบัติเป็นเจ้าของที่ได้รับความเสียหาย เท่าที่จ่ายจริงหลังละไม่เกิน 88,600 บาท (เดิม 49,500 บาท) ไม่รวมถึงบ้านเช่า 
- ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ และหรือเงินทุนสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ ที่เป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวของผู้ประสบภัยพิบัติ เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท (เดิม 11,400 บาท) 
- ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเบื้องต้น กรณีที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง เท่าที่จ่ายจริงครอบครัวละไม่เกิน 4,900 บาท (เดิม 3,800 บาท) 
- กรณีที่ผู้ประสบภัยพิบัติเช่าบ้านเรือนของผู้อื่น และบ้านเช่าเสียหายจากภัยพิบัติทั้งหลังหรือเสียหายบางส่วน จนอยู่อาศัยไม่ได้ ให้ช่วยเหลือเป็นค่าเช่าบ้านแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ เท่าที่จ่ายจริงในอัตราครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 2,500 บาท (เดิม 1,800 บาท) เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน
- ค่าถุงยังชีพ ชุดละไม่เกิน 1,000 บาทต่อครอบครัว (เดิม 700 บาท) และในกรณีที่ผู้ประสบภัยพิบัติเป็นเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี คนพิการ และผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้พิจารณาช่วยเหลือค่าถุงยังชีพเพิ่มเติมได้อีกชุดละไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน
     นอกจากนี้ การช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ ยังมีการปรับค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์การฝึกอาชีพ เงินทุนประกอบอาชีพ ส่วนด้านการแพทย์และการสาธารณสุข เช่น ค่าวัสดุ เคมีภัณฑ์ สำหรับแจกจ่ายประชาชน เพื่อการปรับปรุงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาลครัวเรือน ทั้งกรณีปรับปรุงด้านสุขาภิบาล การดูแลสุขอนามัย และอนามัยสิ่งแวดล้อม ในครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และกรณีกำจัดเชื้อราและฆ่าเชื้อโรคในครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และด้านการเกษตร ด้านบรรเทาสาธารณภัย และด้านการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่มีการปรับปรุงให้เหมาะสมตามสถานการณ์ภัยในปัจจุบัน เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยมีความสอดคล้องกับบริบทสังคม เศรษฐกิจ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและช่วยเหลือเยียวยาได้อย่างทันท่วงที
     สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ปี 2569 ซึ่งกระทรวงการคลังได้กำหนดบังคับใช้ใหม่นี้ จะช่วยให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และเยียวยา ที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนของสถานการณ์สาธารณภัย สภาวะเศรษฐกิจ และสังคมมากขึ้น และได้เน้นย้ำให้หน่วยงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ถือปฏิบัติเป็นหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินนี้อย่างเคร่งครัด พร้อมประสานจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ใหม่ในการใช้จ่ายเงินทดรองราชการฯ ปี 2569 เพื่อให้การปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างมีทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชน

#ปภเตือน62จังหวัดรับมือพายุฤดูร้อน3ถึง6มีค69 #สุชาติสั่งเตรียมพร้อมกำลังคนอากาศยานช่วยประชาชนทันที #กระทรวงมหาดไทย #กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง 
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar