จากกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กำหนดอัตราภาษีทุกประเทศร้อยละ 10 มีระยะเวลา 150 วัน (24 ก.พ. - 24 ก.ค. 69) ตามมาตรา 122 พร้อมประกาศรายชื่อสินค้าเกษตรที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ โดยแป้งมันสำปะหลังดิบ เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการนี้ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยใช้ช่วงเวลานี้ เร่งผลักดันการส่งออกและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับจุดเด่นของแป้งมันสำปะหลังดิบไทย ที่มีคุณสมบัติการเป็นวัตถุดิบไม่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม และปราศจากกลูเตน สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในอุตสาหกรรมอาหารสมัยใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างตลาดระยะยาวในสหรัฐฯ ได้ ทั้งนี้ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับ 7 ของไทย มีมูลค่า 109.50 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยมีแผนขยายตลาดสินค้าแป้งมันสำปะหลังดิบในตลาดสหรัฐฯ ในรูปแบบของการเจรจาขยายตลาดเชิงรุก (Trade Mission) กับผู้นำเข้าที่มีศักยภาพในตลาดสหรัฐฯ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ในช่วงฤดูกาลส่งออกผลไม้ (มี.ค. – มิ.ย. 69) เป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียน มะม่วง และ มังคุด ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะ Form E (อาเซียน - จีน) ทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญในตลาดจีน จึงได้ระดมเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางสนับสนุนสำนักงานพาณิชย์จังหวัด (สพจ.) นครพนม ตรวจอนุมัติหนังสือรับรองฯ ให้มีความรวดเร็ว พร้อมเปิดให้บริการในวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 8.30 - 16.30 น. โดยเปิดให้บริการสัปดาห์เว้นสัปดาห์ในเดือนมีนาคมและเดือนมิถุนายน และเปิดให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ตลอดเดือนเมษายนและพฤษภาคม เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นวันแรก พร้อมทั้งเข้มงวดการป้องกัน “การสวมสิทธิ์ทุเรียน” เพื่อคัดกรองสินค้าที่มีคุณภาพและมีแหล่งกำเนิดในไทยอย่างแท้จริง
รายละเอียด
(13 มี.ค. 69) นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ภายหลังศาลสูงสหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษายกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act : IEEPA) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 122 กำหนดอัตราภาษีครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลกร้อยละ 10 เป็นการชั่วคราว โดยมีระยะเวลา 150 วัน (24 ก.พ. - 24 ก.ค. 69) ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ประกาศรายชื่อสินค้าเกษตรที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ตาม Annex II (รายการสินค้ายกเว้นอื่น ๆ) ภายใต้มาตรา 122 ดังกล่าว โดยปรากฏว่าแป้งมันสำปะหลังดิบ (HS 110814) เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการนี้ ทำให้แป้งมันสำปะหลังดิบไทยสามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องรับภาระทางภาษี ส่งผลต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของแป้งมันสำปะหลังดิบไทยที่เพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านราคาเมื่อเทียบกับแป้งมันฝรั่งดิบจากสหภาพยุโรป และด้านคุณภาพเมื่อเทียบกับแป้งมันสำปะหลังดิบจากประเทศคู่แข่งในอาเซียนและอเมริกาใต้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรใช้ช่วงเวลา 150 วันนี้ ในการเร่งผลักดันส่งออกและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับจุดเด่นของแป้งมันสำปะหลังดิบไทย โดยเฉพาะคุณสมบัติที่สำคัญแตกต่างจากแป้งของพืชอื่น ได้แก่ การเป็นวัตถุดิบที่ไม่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม (Non-GMO) และปราศจากกลูเตน (Non-Gluten) ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในอุตสาหกรรมอาหารสมัยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารประเภทฉลากสะอาด (Clean Label Food) และอุตสาหกรรมอาหารปลอดกลูเตน (Gluten Free Food) ที่กำลังได้รับความนิยมในสหรัฐฯ ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ได้อย่างเต็มที่ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าแป้งมันสำปะหลังดิบไทยในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด และพัฒนาไปสู่การเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มีศักยภาพในสหรัฐฯ ได้ในระยะยาว
ซึ่งโอกาสในการยกเว้นอากรนำเข้าชั่วคราว 150 วัน จะเป็นการลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าของผู้ซื้อในสหรัฐฯ ลดลง ส่งผลให้สินค้าแป้งมันสำปะหลังดิบของไทยมีความน่าสนใจและสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเป็นโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยขยายเครือข่ายคู่ค้าทางธุรกิจและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ได้มากขึ้น ผู้ส่งออกไทยจึงควรใช้ช่วงเวลา 150 วันแห่งโอกาสนี้ในการเร่งทำตลาดเชิงรุก เพื่อให้การขยายตัวของการส่งออกในช่วงเวลานี้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างตลาดระยะยาวในสหรัฐฯ ได้
การปรับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ จึงไม่เป็นเพียงมาตรการทางการค้าในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะแป้งมันสำปะหลังดิบให้สามารถก้าวสู่การขยายตลาดในเวทีโลกได้อย่างมั่นคงยั่งยืน ทั้งนี้ ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับ 7 ของไทย โดยส่งออกรวม 152,290 ตัน คิดเป็นมูลค่า 109.50 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสัดส่วนสินค้าส่งออกเรียงลำดับตามปริมาณ ดังนี้ (1) แป้งมันสำปะหลังดิบ ร้อยละ 61.37 (2) แป้งมันสำปะหลังแปรรูป ร้อยละ 33.05 (3) มันอัดเม็ด ร้อยละ 3.08 และ (4) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่น ๆ ร้อยละ 2.50 โดยกรมการค้าต่างประเทศ มีแผนขยายตลาดสินค้าแป้งมันสำปะหลังในตลาดสหรัฐฯ ในรูปแบบของการเจรจาขยายตลาดเชิงรุก (Trade Mission) กับผู้นำเข้าที่มีศักยภาพในตลาดสหรัฐฯ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในบทบาทหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางการค้าในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศให้มั่นคงต่อไป
สำหรับในช่วงฤดูกาลผลไม้ กรมการค้าต่างประเทศได้เดินหน้าแผนเชิงรุกเตรียมความพร้อมรองรับมหกรรมส่งออกผลไม้ไทย ในช่วงเดือนมีนาคม - มิถุนายน 2569 เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียน มะม่วง และ มังคุด ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Form E (อาเซียน - จีน) ทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญในตลาดจีน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและสร้างความลื่นไหลในระบบโลจิสติกส์ โดยการระดมเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางสนับสนุนสำนักงานพาณิชย์จังหวัด (สพจ.) นครพนม ปฏิบัติงานเชิงบูรณาการในการตรวจอนุมัติหนังสือรับรองฯ ให้มีความรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเปิดให้บริการในวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 8.30 - 16.30 น. ตลอดทั้งฤดูกาล โดยเปิดให้บริการสัปดาห์เว้นสัปดาห์ในเดือนมีนาคมและเดือนมิถุนายน และเปิดให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ตลอดเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการส่งออกผลไม้มากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าผลไม้ของไทยจะเดินทางออกจากด่านนครพนมไปสู่ประเทศจีนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยเริ่มเปิดให้บริการตามแผนดังกล่าวในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นวันแรก ซึ่งกรมฯ และ สพจ.นครพนมจะประเมินผลเป็นรายวันและพร้อมปรับแผนเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น
อย่างไรก็ตามแม้กรมการค้าต่างประเทศ จะอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ยังยืนยันว่ายังให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกัน “การสวมสิทธิ์ทุเรียน” ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่เคยส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของไทยในปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในปี 2569 นี้ จึงมีมาตรการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนและเป็นธรรม เพื่อคัดกรองสินค้าที่มีคุณภาพและมีแหล่งกำเนิดในไทยอย่างแท้จริง
เป็นการสร้างเกราะคุ้มกันให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งตอกย้ำความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้าว่าทุเรียนที่ส่งออกจากไทยคือผลไม้คุณภาพระดับพรีเมียมที่มีมาตรฐานการตรวจสอบระดับสากล โดยกรมฯ มีแผนจะคุยกับ สพจ. 7 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร หนองคาย เชียงราย เชียงใหม่ ชลบุรี และสงขลา (หาดใหญ่) ที่ออกหนังสือรับรองฯ ผลไม้ โดยเฉพาะสินค้าทุเรียน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจและเตรียมความพร้อมรับมือ หากปริมาณการออกหนังสือรับรองฯ เพิ่มมากขึ้นในฤดูกาลผลไม้อีกด้วย
เพื่อให้การตรวจสอบและอนุมัติหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด กรมการค้าต่างประเทศจึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการส่งออกทุกภาคส่วน เตรียมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องและข้อมูลต้นทุนการผลิตให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจน ตามระเบียบที่กำหนดไว้ก่อนการยื่นคำขอ อาทิ Invoice ใบตราส่งสินค้า แบบขอรับการตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิดฯ ซึ่งต้องระบุข้อมูลเพิ่มเติม ได้แก่ การยืนยันแหล่งที่มาของสินค้า วันที่ส่งออก ด่านที่ส่งออก ประเภท/ชื่อยานพาหนะ หลักฐานที่แสดงการได้มาซึ่งวัตถุดิบ/สินค้า ที่น่าเชื่อถือ เช่น ใบเสร็จซื้อขาย ใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร (GAP) เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่และป้องกันความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น โดยกรมฯ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าชายแดน และยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในการผลักดันผลไม้ไทยให้ครองความสำเร็จในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ในปี 2568 มีการออกหนังสือรับรองฯ Form E สินค้าทุเรียนไปยังประเทศจีน รวมทั้งสิ้น 61,767 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 4,264 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย สพจ. 3 แห่ง ที่ออกมากที่สุด ได้แก่ สพจ.นครพนม 33,321 ฉบับ มูลค่า 2,038.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สพจ.มุกดาหาร 10,348 ฉบับ มูลค่า 850.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ สพจ. เชียงราย 8,220 ฉบับ มูลค่า 534.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
#โอกาสดีสหรัฐประกาศยกเว้นเก็บภาษีนำเข้าแป้งมันสำปะหลังดิบไทย150วัน #พาณิชย์แนะผู้ประกอบการเร่งส่งออก #กระทรวงพาณิชย์ #กรมการค้าต่างประเทศ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง