เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประชุมทางไกล (Video Conference) ด่วนร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อส่งมอบนโยบายขับเคลื่อน "โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน" อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เป็นการปรับกลไกช่วยเหลือจากเชิงรับเป็น "เชิงรุก" เปลี่ยนรูปแบบจากการรอเงินเยียวยาจากงบประมาณรัฐหลังเกิดเหตุ มาเป็นการใช้ระบบประกันภัยบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าร่วมกับภาคเอกชน และให้นำไปอธิบายและชี้แจงสิทธิ์กับประชาชนด้วย "ภาษาที่เข้าใจง่าย" เพื่อให้ชาวบ้านรู้สิทธิ์ของตนเองทันที
โครงการภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 เห็นชอบและอนุมัติกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม โดยใช้งบประมาณค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม 15,500 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อความคุ้มครองแบบกลุ่มให้กับที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วประเทศรวมกว่า 30 ล้านครัวเรือน (ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการรอเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ มาเป็นการใช้ระบบประกันภัยช่วยกระจายความเสี่ยงและจ่ายเงินช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วขึ้น กำหนดระยะเวลาเอาประกันภัยตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570
เงื่อนไขสำคัญ: ประชาชนไม่ต้องจ่ายเงินซื้อเอง
• ภาครัฐ (กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ สำนักงาน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทย) เป็นผู้รับภาระจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยให้ทั้งหมด ประชาชนทุกหลังคาเรือนจะได้รับสิทธิ์คุ้มครองโดยอัตโนมัติ
• ประเภทภัยที่คุ้มครอง: ครอบคลุมภัยธรรมชาติ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ อุทกภัย (น้ำท่วม), วาตภัย (พายุ/ลมแรง) และแผ่นดินไหว
• ทรัพย์สินที่คุ้มครอง: เน้นคุ้มครองโครงสร้างและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัย (ไม่ครอบคลุมร้านค้าหรืออาคารสำนักงาน)
เมื่อมีการประกาศ “เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฯ” ในพื้นที่ ประชาชนจะได้รับเงินชดเชยแบ่งเป็น 2 ส่วน (วงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน และไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอดปี)
1.อุทกภัย (น้ำท่วม) ความเสียหายเบื้องต้น: 10,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้น: ไม่เกิน 90,000 บาท
2.วาตภัย (ลมพายุ/พายุหมุน) ความเสียหายเบื้องต้น: 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท
3.แผ่นดินไหว ความเสียหายเบื้องต้น: 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้น: ไม่เกิน 95,000 บาท
กรณีภัยน้ำล้อม หากที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาท ต่อครั้ง/ต่อหลังคาเรือน
คุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ (2,000,000 บาท/คน) เป็นกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในพื้นที่ โดยให้วงเงินความคุ้มครองสูงถึง 2,000,000 บาท ต่อคน
สำหรับการประกันภัยที่อยู่อาศัย ให้ความคุ้มครองกรณีบ้านหรือทรัพย์สินที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ โดยมีวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน กรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติ ให้ความคุ้มครอง 2,000,000 บาทต่อคน โดยไม่จำกัดจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุดต่อกรมธรรม์
ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลเกี่ยวกับโครงการภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA)